Category Archives: วิถีทางการดำเนินชีวิต

ตรวจก่อนอันตราย ปวดท้องรอบเดือน ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ

630-3

ถึงเวลารอบเดือนมาทีไร ความทรมานจากอาการปวดท้องก็ถามหา บางคนปวดไม่มาก แต่บางคนก็ถึงขั้นหน้าซีด นอนซม ทำอะไรไม่ได้เลย และกลับเป็นอาการยอดฮิตที่พบได้ 70-80%
เรื่องของประจำเดือนจึงเป็นสิ่งที่ผู้หญิงหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งอาการปวดประจำเดือนที่จะมากหรือน้อย ก็ต้องหมั่นสังเกตดีๆ ว่าเป็นภาวะทั่วไป หรือผิดปกติหรือไม่ ซึ่งพญ.จูลี หวัง สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลเวชธานีได้อธิบายถึงเรื่องนี้ว่าการปวดท้องประจำเดือนมีอยู่ 2 กลุ่มคือ เป็นโรคกับไม่เป็นโรค

1.การปวดท้องประจำเดือนแบบไม่เป็นโรค จะปวดท้องรอบเดือนใน 1-2 วันแรกของรอบเดือนเท่านั้น ปวดแบบทนได้ไม่ต้องทานยาแก้ปวด สาเหตุเกิดจากการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกเพื่อไม่ให้รอบเดือนมามากจนทำให้เกิดภาวะตกเลือด

2. การปวดท้องประจำเดือนแบบเป็นโรค จะปวดท้องประจำเดือนมากจนต้องทานยาแก้ปวด สังเกตได้จากการเพิ่มปริมาณของยา เช่น พาราเซตามอล 2 เม็ด เป็น 4 เม็ด หรือเปลี่ยนเป็นยา Ponstan อาการปวดจาก 2-3 วัน กลายเป็นตลอดของช่วงรอบเดือน หรือคนที่มีอาการหนักจะพบว่าปวดตลอดเวลาโดยไม่สัมพันธ์กับรอบเดือนคนไข้กลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากสภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ นอกจากนี้ถ้าพบในอวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน รังไข่ ปีกมดลูก จนกลายเป็นพังผืดในท้องก็อาจเป็นสาเหตุของการเกิด Chocolate Cyst, เนื้องอกในมดลูก และมดลูกโตมีพังผืดในมดลูก

การรักษาเริ่มต้นจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจภายใน และ Ultrasound  ถ้ายังเป็นไม่มาก ไม่มีซีสต์ ไม่มีเนื้องอก พังผืดยังเป็นไม่เยอะ ส่วนใหญ่จะรักษาด้วยการใช้ยา Hormone เช่น ยาคุมกำเนิด มีตั้งแต่ใช้กิน ฉีด ฝัง ใส่ห่วง เป็นต้น แต่ถ้าตรวจพบเนื้องอกซีสต์ หรือพังผืดที่เป็นเยอะจนทำให้อวัยวะข้างเคียงเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น มีบุตรยาก ลำไส้อุดตัน หรือท่อไตอุดตัน จากพังผืด กลุ่มนี้ต้องทำการรักษาแบบการผ่าตัดส่องกล้อง

นอกจากนี้ การทำความสะอาดในช่วงมีประจำเดือนก็ยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะระยะเวลาในการเปลี่ยนผ้าอนามัยนั้นสามารถเปลี่ยนได้บ่อยเท่าที่ต้องการ เพราะยิ่งเปลี่ยนบ่อยเท่าไหร่ก็จะยิ่งสบายตัวมากขึ้น เรื่องการทำความสะอาดเพียงแค่ดูแลอาบน้ำ หรือถ้าใครที่อยากใช้น้ำยาทำความสะอาดเฉพาะที่ก็สามารถทำได้ แต่ควรทำเพียงภายนอกก็พอ ไม่ต้องสวนล้างเข้าไปจนถึงภายในเพราะไม่อย่างนั้นจะยิ่งเกิดอันตรายได้จากการติดเชื้อหรืออักเสบได้

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.thairath.co.th/

ใส่ความเห็น

Filed under วิถีทางการดำเนินชีวิต

เรื่องเล่าแห่งความหวังและพลังใจ

ใส่ความเห็น

Filed under วิถีทางการดำเนินชีวิต

กินเป็นจริงหรือ

กินเป็นจริงหรือ
บทความโดย : ศาสตราจารย์ ดร.วรนันท์ ศุภพิพัฒน์
สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิยาลัยวลัยลักษณ์
โ่รค เรื้อรังที่เกิดขึ้นกับคนเราล้วนมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง บางคนกินเพื่ออยู่ แต่หลายคนอยู่เพื่อกิน กินเพื่อสนองความต้องการและความพึงพอใจโดยไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย คนส่วนใหญ่จะรู้สึกตัวต่อเมื่อโรคมาเคาะประตูบ้านแล้ว

คุณเป็นคนประเภทไหน

กินไม่เป็น กินเป็น
ไม่กินมื้อเช้า กินหนักมื้อเที่ยงและเย็น กินทุกมื้อ มื้อเย็นเบากว่ามื้ออื่น
เมื่อพบของชอบกินจนพุงกาง กินแค่พออิ่ม
กินอาหารทอด ๆ มัน ๆ เป็นประจำทุกสัปดาห์  กินอาหารทอด ๆ มัน ๆ 3-4 เดือนครั้ง
ชอบกินโดนัท เค้ก คุกกี้ พาย พัฟ หรือมันฝรั่งทอดกรอบเป็นอาหารว่างบ่อย ๆ ชอบกินถั่วแปป ปั้นขลิบใส้ปลานึ่ง ซาลาเปาไส้ผักหรือไส้หมูสับ ปอเปี๊ยะสดเป็นอาหารว่าง
ไม่ชอบผัก อย่างดีก็ต้นหอมผักชีในชามก๋วยเตี๋ยว ชอบผักโดยเฉพาะผักจิ้มน้ำพริก
กิน”ข้าวผัด”ไก่ใบกะเพรา กิน”ข้าวราด”ไก่ผัดใบกะเพรา
กินข้าวผัด ข้าวราดแกงกะทิ กินข้าวยำปักษ์ใต้
กินข้าวหมกไก่ ข้าวมันไก่ กินข้าวหน้าไก่
กินข้าวขาหมูคากิและหนังหมู ข้าวขาหมูไร้หนัง
กินขนมหวานหรือแกงบวดหลังอาหารคาวทุกครั้ง ชอบผลไม้หลังอาหารคาว
กินเงาะมังคุดเป็นกิโล เงาะมังคุดครั้งละ 4 ลูก
กินองุ่น ลำใย ลองกอง เป็นพวง กินองุ่น ลำใย ลองกอง ครั้งละ 4-5 ลูก
ทุเรียนครั้งละลูกครึ่งลูก ทุเรียนครั้งละเม็ด
มะละกอ แตงโม ครั้งละครึ่งลูก มะละกอ แตงโม ครั้งละ 4-5 ชิ้น
ชอบน้ำหวาน น้ำอัดลม กาแฟเย็น คาปูชิโนปั่น ชอบน้ำเปล่า

เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

เมื่อคุณรู้ว่าที่กินอยู่ทุกวันนี้เป็นการเลือกที่ผิดก็สามารถเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ขอให้มีใจแน่วแน่ มุ่งมั่น ย่อมสามารถแก้ไขเป็นคนใหม่ที่เลือกบริโภคได้ถูกต้องเพื่อสุขภาพที่ดีต่อไป

จากหนังสือ 100 เรื่องเด่นความรู้เพื่อส่งเสริสุขภาพสำหรับประชาชน

หาดาวน์โหลดได้ ที่ :  http://resource.thaihealth.or.th/library/12377

ใส่ความเห็น

Filed under วิถีทางการดำเนินชีวิต

กินอย่างไรให้ห่างไกลกรดไหลย้อน

 

t630

เป็นที่ทราบกันดีว่า พฤติกรรมในการรับประทานอาหาร เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของสาเหตุที่ส่งเสริมให้เกิดอาการกรดไหลย้อน ปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่ เรอเปรี้ยว มีรสขม ยังไม่พอยังเป็นสาเหตุให้มีกลิ่นปากอีกด้วย

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ลองมาสำรวจพฤติกรรมการรับประทาน รวมถึงอาหารที่จะช่วยทำให้ห่างไกลจากภาวะกรดไหลย้อน หรือทำให้อาการบรรเทาเบาบางลง

ลด งด เลิก

หลังรับประทานอาหารทันที หลีกเลี่ยงการนอนราบ การออกกำลัง การยกของหนัก เอี้ยวตัว หรือก้มตัว
– รับประทานแต่พอดี ไม่ควรกินอิ่มจนเกินไป
– หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก ไม่ควรรับประทานอาหารใดๆ อย่างน้อยภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอน
– หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน ฟาสต์ฟู้ด เนย นม
– หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊ส เช่น ถั่วทุกชนิด อาหารที่มีเครื่องเทศมากๆ หรือพืชผักที่มีกลิ่นแรง เช่น หัวหอม กระเทียม เป็นต้น
– หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด
– หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ ชา ช็อกโกแลต น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์
– หลีกเลี่ยงผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะเขือเทศ เป็นต้น

ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนอย่าเพิ่งถอดใจว่า ดูจากรายการพฤติกรรมการรับประทานที่ควรงด ลด และหลีกเลี่ยงแล้ว จะเหลืออะไรที่สามารถรับประทานได้อีก ความจริงยังมีอาหารที่เป็นมิตรกับผู้มีภาวะกรดไหลย้อนอีกมากมายที่สามารถรับประทานได้ ส่วนอาหารทั่วไปก็รับประทานได้บ้าง เพียงแต่ควรปรับพฤติกรรมการรับประทาน ซึ่งอาหารที่เป็นมิตรกับผู้เป็นกรดไหลย้อน เช่น

– อาหารที่ย่อยง่าย ที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลานึ่ง ปลาต้ม  ข้าวกล้องต้ม ขนมปังโฮลวีท
– อาหารที่ไม่กระตุ้นให้เกิดการหลั่งกรด เช่น มันฝรั่ง มันเทศ
– ผักและผลไม้ที่มีสภาพความเป็นด่าง เช่น กล้วยน้ำว้า ซึ่งมีเส้นใยเพ็คตินที่ช่วยในการรระบายท้องให้สบาย
– เครื่องดื่ม ไม่ควรเป็นเครื่องดื่มที่สร้างกรดหรือแก๊ส ควรรับประทานน้ำเปล่าดีที่สุด

กรดไหลย้อน ถึงแม้ว่าจะเป็นภาวะเรื้อรัง เพียงแค่ปรับพฤติกรรมและปรับอาหาร ก็สามารถลดความรุนแรงของโรคได้.

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.thairath.co.th/life/health/p18

ใส่ความเห็น

Filed under วิถีทางการดำเนินชีวิต

รู้ไว้ใช่ว่า อันตราย 10 สัญญาณกาย

tr_01

ไลฟ์สไตล์ของสาวๆ ในปัจจุบัน อาจทำให้ผิวหน้าต้องเผชิญกับตัวการที่ก่อให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควรโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็น การเผชิญกับแสงแดดและมลพิษ ความเครียดจากการทำงาน เครื่องสำอางที่ใช้ หรือแม้แต่อาหารที่รับประทานในแต่ละวัน เพื่อให้ผู้หญิงสามารถรับมือกับปัญหาได้ทันท่วงที โอเลย์ มีเคล็ดลับดีๆ ที่จะมาดูแลความงามแบบองค์รวมตั้งแต่จุดเริ่มต้น ด้วยการปรับสมดุลชีวิตจากภายในสู่ภายนอก ตั้งแต่การสำรวจร่างกาย ชำระจิตใจ รวมไปถึงการดูแลผิวให้สะอาดอย่างล้ำลึก เพื่อมอบผิวดูสุขภาพดี คงความอ่อนเยาว์ให้กับผู้หญิงทุกคน

การปั้นดินเพื่อปรับสมดุลจิตใจหลายคนคงเคยได้ยินว่า “สุขภาพกายที่ดีเริ่มต้นจากภายใน” ด้วยร่างกายของคนเรามีกลไกอันชาญฉลาดที่จะส่งสัญญาณเตือนก่อนที่จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บผ่านร่างกายภายนอกและผิวหนัง ซึ่งหลายคนอาจไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของอาการเหล่านี้ ทำให้ไม่สามารถรับมือกับโรคภัยไข้เจ็บได้ทันท่วงที นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ จึงแนะนำ 10 สัญญาณกาย ที่เราสามารถสังเกตเองได้ผ่านผิวพรรณและลักษณะภายนอกของร่างกายดังนี้

สัญญาณที่ 1 คุณเป็นคนผมบางหรือไม่ จากสำรวจผู้ชายกว่า 37,000 คน พบว่า 23% ที่มีผมบางบริเวณกลางศีรษะจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

สัญญาณที่ 2 ดวงตาที่มีรอย ถ้าสังเกตพบวงขาวๆ บริเวณรอบตาดำ แสดงว่าคุณอาจมีไขมันในเลือดสูง

สัญญาณที่ 3  รอยปื้นดำที่ลำคอ และบริเวณข้อนิ้วมือ แสดงว่าคุณมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน

สัญญาณที่ 4 ไฝอันตราย หากมีไฝที่โตเร็วผิดปกติ มีลักษณะขรุขระ และไม่รู้สึกเจ็บเมื่อถูกสัมผัส อาจมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง

สัญญาณที่ 5 ความหย่อนคล้อยที่คอและหลังมือ เมื่อดึงผิวหนังบริเวณหลังมือ ถ้ามีรอยยับที่เห็นได้ชัด แสดงว่าคอลลาเจนและอีลาสติน เริ่มสลายไป กลายเป็นสัญญาณผิวแห่งวัย

สัญญาณที่ 6 นิ้วชี้และนิ้วนางบอกฮอร์โมน ถ้าสังเกตว่านิ้วชี้ของคุณสั้นกว่านิ้วนาง แสดงว่าอาจมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน หรือฮอร์โมนเพศชายสูงกว่าปกติ เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมากกว่าคนทั่วไป

การสำรวจร่างกายของเรา

สัญญาณที่ 7 รอยยิ้มบอกเหตุ ลองสังเกตรอยยิ้มในกระจกว่ามุมปากทั้ง 2 ข้างขนานกันหรือไม่ ถ้ารอยยิ้มเบี้ยวหรือไม่สมดุล อาจเป็นสัญญาณเสี่ยงของอาการผิดปกติทางสมอง หรือโรคอัมพาต

สัญญาณที่ 8 ลิ้นที่ผิดปกติ มีฝ้าขาวบริเวณโคนลิ้น เป็นลักษณะของคนที่มีอาการกรดไหลย้อน และมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งในช่องปาก

สัญญาณที่ 9 เล็บมีรอยประทับ มีจุดสีขาว หรือหลุมขรุขระบนเล็บ สัญญาณเตือนของโรคไทรอยด์เป็นพิษ หรือสะเก็ดเงิน

สัญญาณที่ 10 แผ่นหลังมีปัญหา ถ้ามีอาการปวดและชาบริเวณปลายเท้า บั้นท้าย และขอบสะโพก บ่งบอกถึงอาการหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท

“การสำรวจตัวเองจากสัญญาณเตือนของร่างกายดังกล่าวจะช่วยให้เรารู้ทันโรคและแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เราควรดูแลร่างกายให้สมดุลด้วยการกินบำบัด ด้วยการเลือกรับประทานซุปเปอร์วิตามิน หรือผักผลไม้ที่มีสีเขียว ม่วง และเหลือง อย่างน้อยวันละ 5 กำมือ ควบคู่กับโปรตีนสีขาว อาทิ เนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว หรือเต้าหู้ เป็นต้น เมื่อสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ก็ช่วยให้ความสดใสเปล่งปลั่งสามารถส่งผ่านมาสู่ผิวพรรณของเรา” นายแพทย์กฤษดา กล่าว

นอกจากสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้ว จิตใจก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ เพราะเมื่อขาดความสุขและความสมดุลทางใจ ร่างกายจะเกิดการตอบโต้ผ่านทางผิวพรรณ อาจก่อให้เกิด สิว รวมถึงริ้วรอยต่างๆ ที่มองเห็นได้ชัด ซึ่งการเติมเต็มจิตใจให้บริสุทธิ์สามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการนั่งสมาธิ หรือดนตรีบำบัด โดย คุณอนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี ผู้อำนวยการสถาบันศิลปะบำบัดในแนวมนุษยปรัชญา ได้นำเสนอทางเลือกหนึ่งที่ช่วยผ่อนคลายและบำบัดจิตใจให้สงบด้วยศิลปะอย่างการ “ปั้นดิน” เพื่อเสริมสร้างพลังชีวิตจากภายในและการทำงานที่สัมพันธ์กันของระบบประสาทสัมผัสต่างๆ ช่วยให้เกิดความสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจได้อย่างเป็นอย่างดี

นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช

“การดำเนินชีวิตในแต่ละวันทำให้ร่างกายและจิตใจของเราขาดสมดุล เช่น การทำงานจนไมเกรนขึ้น หรือปัญหาในชีวิตที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง ซึ่งการสูญเสียสมดุลนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายที่เสื่อมโทรม การปั้นดินจึงถือเป็นวิธีบำบัดอย่างหนึ่ง เพราะการปั้นดินเป็นการทำงานที่สัมพันธ์กันระหว่าง “มือ” “สมอง” และ “หัวใจ” ซึ่งจะทำให้เรากลับมาสู่ความสมดุลอีกครั้ง โดยดินที่มีความเย็นเมื่อได้สัมผัสกับความร้อนในร่างกายของมนุษย์จะช่วยฟื้นฟูพลังชีวิตของคนเราได้เป็นอย่างดี เวลาปั้นดินขาต้องสัมพันธ์กับพื้น การวางมือจะต้องสัมพันธ์กันหมด นอกจากนี้ การปั้นดินยังสัมพันธ์กับระบบดูดซึมต่างๆ ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบภายในร่างกายทั้งหมดอีกด้วย ถ้าปรับสมดุลชีวิตให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงเราจะมีสุขภาพจิตที่ดี แต่จะส่งผลถึงหน้าตาที่ดูสดใส ผิวดูเปล่งประกาย” คุณอนุพันธุ์ กล่าว

หากดูแลร่างกายให้แข็งแรง จิตใจที่สงบ และผิวหน้าที่สะอาดอย่างล้ำลึกแล้ว เพียงเท่านี้ คุณก็จะมีผิวที่ดูสุขภาพดี เปล่งประกาย และอ่อนเยาว์อยู่เสมอ

ขอขอบคุณแหล่งที่มา :  http://www.thairath.co.th/

ใส่ความเห็น

Filed under วิถีทางการดำเนินชีวิต

10 วิธีง่าย ๆ ของคนอยากมีสุขภาพฟิตเปรี๊ยะ

10-most-complete-foods

สุขภาพแข็งแรง ใครๆ ก็พึงปรารถนาอยากจะมี ลองปฏิบัติตามวิธีรักสุขภาพทั้ง 10 ข้อ ที่นำมาฝาก
แล้วร่างกายของคุณจะฟิตเปรี๊ยะ ไม่มีประโยค ‘แก่กว่าวัย’ ให้ระคายหู

ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องรับประทานอาหารมากมาย ถ้าอ่านหนังสือเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพก็จะพบ
คำแนะนำจากหลายสำนักให้รับประทานบางอย่างและห้ามรับประทานหลายอย่าง หลายครั้งเราไม่รู้
จะเชื่อฝ่ายไหนใครดี วันนี้มีข้อมูลจากหลายแหล่งและนำเสนอเคล็ดลับง่ายๆ ในการเลือกรับประทาน
อาหารเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพในแต่ละวัน

•  ให้ความสำคัญกับ “มื้อเช้า” ซึ่งถือว่าเป็นมื้อที่สำคัญและเป็นพฤติกรรมพื้นฐานที่ส่งผลต่อจิตใจ และ
พลังชีวิตของคุณไปตลอดทั้งวัน ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลในเส้นเลือด ลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรค
หัวใจ ช่วยเผาผลาญพลังงานให้ดีขึ้น ทำให้คุณรับประทานอาหารในมื้ออื่นๆ น้อยลง

•  เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ปรุงอาหาร ยอมจ่ายแพงสักนิดใช้น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน ปรุง
อาหารแทนน้ำมันแบบเดิมที่เคยใช้ เพราะเป็นไขมันที่ไม่เป็นโทษต่อร่างกาย และมีกรดไขมันอิ่มตัว
ที่เป็นประโยชน์ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี

•  ดื่มน้ำให้มากขึ้น คนเราควรดื่มน้ำวันละ 2 ลิตรเป็นอย่างน้อย (ยกเว้นในรายที่ไตทำงานผิดปกติ)
เพื่อหล่อเลี้ยงเซลล์ในร่างกาย ฟื้นฟูระบบขับถ่าย รักษาระดับความเข้มข้นของเลือด จะทำให้สดชื่น
ตลอดวันเลยทีเดียว

•  กระดูก คือ แกนสำคัญของร่างกาย เสริมสร้างแคลเซียมให้กับกระดูก ด้วยการดื่มนม กินปลาตัว
เล็กทั้งตัวทั้งก้าง เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ผักใบเขียว เพราะแคลเซียมเป็นสิ่งจำเป็นที่จะเสริม
สร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้ระบบประสาททำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

•  ไม่กินจุบจิบ บอกลาขนมและของกินเล่นระหว่างวัน ตัดของโปรดประเภทโดนัท คุกกี้ เค้กหน้าครีม
หนานุ่มออกจากชีวิตบ้าง แล้วหันมากินผลไม้เป็นของว่างแทน วิตามินและกากใยในผลไม้ มีประโยชน์
กว่าไขมัน และน้ำตาลจากขนมหวานเป็นไหนๆ

•  สร้างความคุ้นเคยกับการกินธัญพืชและข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน ข้าวฟ่างและลูกเดือย รวมทั้งข้าว
กล้อง ได้มีการศึกษาและค้นคว้าแล้ว พบว่าอาหารกลุ่มนี้ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจถึง 1 ใน 3 เลย
ทีเดียว เพราะอุดมไปด้วยไฟเบอร์ที่ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล และควบคุมน้ำตาลในเลือดให้สมดุล

•  จัดน้ำชาให้ตัวเอง ทั้งชาดำ ชาเขียว ชาอู่ล่ง หรือเอิร์ลเกรย์ ล้วนแล้วแต่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ
การดื่มชาวันละ 1 ถึง 3 แก้ว ช่วยลดอัตราเสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหารถึง 30% แต่บางท่านต้องระวัง
ปัญหาท้องผูกจากการดื่มชา และสีฟันที่เข้มขึ้นซึ่งอาจทำให้เสียบุคลิก

•  รับประทานให้ครบทุกสิ่งที่ธรรมชาติมี คุณต้องพยายามรับประทานผักผลไม้ต่างๆ ให้หลากสี เป็น
ต้นว่า สีแดงมะเขือเทศ สีม่วงองุ่น สีเขียวบรอกโคลี สีส้มแครอท อย่ายึดติดอยู่กับการรับประทานอะไร
เพียงอย่างเดียว เพราะพืชต่างสีกัน มีสารอาหารต่างชนิดกัน แถมยังเป็นการเพิ่มสีสันการรับประทาน
ให้กับคุณด้วย

•  เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนรักปลา การรับประทานปลาอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง ได้ทั้งความฉลาด
และแข็งแรง เพราะปลามีกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีน ที่ช่วยควบคุมการเต้นของหัวใจให้เป็น
ปกติ และบำรุงเซลล์สมอง ทั้งยังมีไขมันน้อย อร่อย ย่อยง่าย เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหุ่นเพรียว
ลมเป็นที่สุด

•  เลือกรับประทานถั่วให้บ่อยขึ้น ทำให้ถั่วเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่คุณต้องรับประทานทุกวัน วัน
ละสัก 2 ช้อน ไม่ว่าจะเป็นของหวานของคาว หรือว่าของว่าง เพราะมีทั้งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุ
สำคัญๆ หลายชนิด ควรรับประทานถั่วอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ควรรับประทานครั้งละมากๆ เพราะมี
แคลอรีสูง อาจทำให้อ้วนได้

ถ้าปฏิบัติให้ได้ครบทุกข้อตามคำแนะนำข้างต้นนี้จนเป็นนิสัย สุขภาพดีๆ อยู่กับคุณไปตลอดแน่นอน
แต่ถ้าทำไม่ครบทั้ง 10 ข้อนี้ ควรเลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และวิตามินบางชนิด ให้เหมาะ
สมกับความต้องการและสิ่งที่ร่างกายของแต่ละท่านขาดไป ไม่จำเป็นต้องรับประทานครบทุกอย่าง
เหมือนที่เพื่อนรับประทาน แต่มองที่ความต้องการของร่างกายเราเป็นหลัก

ข้อแนะนำสำหรับอาหารเสริม

อยากให้ทุกท่านพิจารณาถึงการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และวิตามินอย่างชาญฉลาด
โดยพิจารณาที่ฉลากข้างภาชนะบรรจุสินค้าที่เลือกมา ควรมีข้อมูลบนฉลากที่ครบถ้วน มีแหล่ง
ผลิตที่ชัดเจน และที่สำคัญมีมาตรฐานการผลิตที่เชื่อถือได้ เพราะการเสริมวิตามินและสารอาหาร
เหล่านี้ในระยะเวลาที่ค่อนข้างนาน จะได้แน่ใจว่าได้รับสารอาหารตามต้องการและไม่มีสิ่งปน
เปื้อนอื่นแถมไปด้วยโดยไม่ได้ตั้งใจ

ขอบคุณข้อมูล : ภญ.นัชชาพร ตั้งเสงี่ยมวิสัย ผู้เชี่ยวชาญจากเมก้า วีแคร์

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.thairath.co.th/

ใส่ความเห็น

Filed under วิถีทางการดำเนินชีวิต

ปวดหัวเรื้อรัง ต้องเช็กสายตา ด่วน

image_h1

โรคปวดหัวเรื้อรังเป็นอาการป่วยยอดฮิตของคนวัยทำงาน ซึ่งเป็นผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและประสิทธิภาพการทำงาน กระนั้น ต้องยอมรับว่า อาการปวดหัวเรื้อรังค่อนข้างหาสาเหตุแน่ชัดได้ยาก โดยทั่วไปมักเข้าใจกันว่า เกิดจากความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ และสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมในที่ทำงาน ทำให้การรักษาไม่ตรงจุด ทั้งๆที่ต้นเหตุสำคัญของอาการปวดหัวเรื้อรังคือ ปัญหาสายตาเอียง

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพตา  ฝ่ายวิชั่นแคร์ จากบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยสถิติว่า กว่า 30% ของคนไทยที่มีปัญหาทางสายตา มักมีค่าสายตาเอียงร่วมด้วย ส่วนใหญ่นิยมแก้ไขด้วยการใช้แว่นสายตา หรือไม่ก็ใช้การทดค่าสายตาในกรณีผู้ใช้คอนแทกเลนส์ โดยเลือกเลนส์ที่มีค่าเพิ่มขึ้นสูงกว่าค่าสายตาจริง ซึ่งเอาเข้าจริงๆแล้วไม่สามารถชดเชยภาวะสายตาเอียงได้เต็มร้อย และมีเพียง 7% ของผู้ใช้คอนแทกเลนส์เท่านั้น ที่เลือกใช้คอนแทกเลนส์สำหรับสายตาเอียงโดยเฉพาะ ทั้งนี้ คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าการใช้คอนแทกเลนส์ที่ไม่เหมาะกับค่าสายตาเอียง จะก่อให้เกิดปัญหาการมองเห็นและอาจมีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน แม้จะมีสายตาเอียงเล็กน้อย

สายตาเอียงคือภาวะการมองเห็นภาพไม่ชัดอันเกิดจากรูปร่างของกระจกตาผิดปกติ ซึ่งเบี่ยงเบนการหักเหของแสงไม่ให้ตกกระทบตรงจุดโฟกัสของกระจกตา ส่งผลให้ภาพที่มองเห็นนั้นเบลอ ทั้งในระยะใกล้และไกล อาจก่อให้เกิดอาการปวดหัว เวียนศีรษะ เมื่อต้องใช้สายตาเป็นเวลานานๆ ทำให้สายตาล้าง่ายกว่าปกติ และที่อันตรายคือ อาจเกิดอุบัติเหตุจากแสงรบกวน เมื่อขับรถในเวลากลางคืน.

ที่มา : http://www.thairath.co.th/
29 มิถุนายน 2556

ใส่ความเห็น

Filed under วิถีทางการดำเนินชีวิต