Tag Archives: กายบริหารสิบท่าพญายม

ตรวจก่อนอันตราย ปวดท้องรอบเดือน ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ

630-3

ถึงเวลารอบเดือนมาทีไร ความทรมานจากอาการปวดท้องก็ถามหา บางคนปวดไม่มาก แต่บางคนก็ถึงขั้นหน้าซีด นอนซม ทำอะไรไม่ได้เลย และกลับเป็นอาการยอดฮิตที่พบได้ 70-80%
เรื่องของประจำเดือนจึงเป็นสิ่งที่ผู้หญิงหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งอาการปวดประจำเดือนที่จะมากหรือน้อย ก็ต้องหมั่นสังเกตดีๆ ว่าเป็นภาวะทั่วไป หรือผิดปกติหรือไม่ ซึ่งพญ.จูลี หวัง สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลเวชธานีได้อธิบายถึงเรื่องนี้ว่าการปวดท้องประจำเดือนมีอยู่ 2 กลุ่มคือ เป็นโรคกับไม่เป็นโรค

1.การปวดท้องประจำเดือนแบบไม่เป็นโรค จะปวดท้องรอบเดือนใน 1-2 วันแรกของรอบเดือนเท่านั้น ปวดแบบทนได้ไม่ต้องทานยาแก้ปวด สาเหตุเกิดจากการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกเพื่อไม่ให้รอบเดือนมามากจนทำให้เกิดภาวะตกเลือด

2. การปวดท้องประจำเดือนแบบเป็นโรค จะปวดท้องประจำเดือนมากจนต้องทานยาแก้ปวด สังเกตได้จากการเพิ่มปริมาณของยา เช่น พาราเซตามอล 2 เม็ด เป็น 4 เม็ด หรือเปลี่ยนเป็นยา Ponstan อาการปวดจาก 2-3 วัน กลายเป็นตลอดของช่วงรอบเดือน หรือคนที่มีอาการหนักจะพบว่าปวดตลอดเวลาโดยไม่สัมพันธ์กับรอบเดือนคนไข้กลุ่มนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากสภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ นอกจากนี้ถ้าพบในอวัยวะภายในอุ้งเชิงกราน รังไข่ ปีกมดลูก จนกลายเป็นพังผืดในท้องก็อาจเป็นสาเหตุของการเกิด Chocolate Cyst, เนื้องอกในมดลูก และมดลูกโตมีพังผืดในมดลูก

การรักษาเริ่มต้นจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ตรวจภายใน และ Ultrasound  ถ้ายังเป็นไม่มาก ไม่มีซีสต์ ไม่มีเนื้องอก พังผืดยังเป็นไม่เยอะ ส่วนใหญ่จะรักษาด้วยการใช้ยา Hormone เช่น ยาคุมกำเนิด มีตั้งแต่ใช้กิน ฉีด ฝัง ใส่ห่วง เป็นต้น แต่ถ้าตรวจพบเนื้องอกซีสต์ หรือพังผืดที่เป็นเยอะจนทำให้อวัยวะข้างเคียงเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น มีบุตรยาก ลำไส้อุดตัน หรือท่อไตอุดตัน จากพังผืด กลุ่มนี้ต้องทำการรักษาแบบการผ่าตัดส่องกล้อง

นอกจากนี้ การทำความสะอาดในช่วงมีประจำเดือนก็ยิ่งต้องดูแลเป็นพิเศษ โดยเฉพาะระยะเวลาในการเปลี่ยนผ้าอนามัยนั้นสามารถเปลี่ยนได้บ่อยเท่าที่ต้องการ เพราะยิ่งเปลี่ยนบ่อยเท่าไหร่ก็จะยิ่งสบายตัวมากขึ้น เรื่องการทำความสะอาดเพียงแค่ดูแลอาบน้ำ หรือถ้าใครที่อยากใช้น้ำยาทำความสะอาดเฉพาะที่ก็สามารถทำได้ แต่ควรทำเพียงภายนอกก็พอ ไม่ต้องสวนล้างเข้าไปจนถึงภายในเพราะไม่อย่างนั้นจะยิ่งเกิดอันตรายได้จากการติดเชื้อหรืออักเสบได้

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.thairath.co.th/

Advertisements

ใส่ความเห็น

Filed under วิถีทางการดำเนินชีวิต

เรื่องเล่าแห่งความหวังและพลังใจ

ใส่ความเห็น

Filed under วิถีทางการดำเนินชีวิต

กินเป็นจริงหรือ

กินเป็นจริงหรือ
บทความโดย : ศาสตราจารย์ ดร.วรนันท์ ศุภพิพัฒน์
สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิยาลัยวลัยลักษณ์
โ่รค เรื้อรังที่เกิดขึ้นกับคนเราล้วนมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง บางคนกินเพื่ออยู่ แต่หลายคนอยู่เพื่อกิน กินเพื่อสนองความต้องการและความพึงพอใจโดยไม่สนใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกาย คนส่วนใหญ่จะรู้สึกตัวต่อเมื่อโรคมาเคาะประตูบ้านแล้ว

คุณเป็นคนประเภทไหน

กินไม่เป็น กินเป็น
ไม่กินมื้อเช้า กินหนักมื้อเที่ยงและเย็น กินทุกมื้อ มื้อเย็นเบากว่ามื้ออื่น
เมื่อพบของชอบกินจนพุงกาง กินแค่พออิ่ม
กินอาหารทอด ๆ มัน ๆ เป็นประจำทุกสัปดาห์  กินอาหารทอด ๆ มัน ๆ 3-4 เดือนครั้ง
ชอบกินโดนัท เค้ก คุกกี้ พาย พัฟ หรือมันฝรั่งทอดกรอบเป็นอาหารว่างบ่อย ๆ ชอบกินถั่วแปป ปั้นขลิบใส้ปลานึ่ง ซาลาเปาไส้ผักหรือไส้หมูสับ ปอเปี๊ยะสดเป็นอาหารว่าง
ไม่ชอบผัก อย่างดีก็ต้นหอมผักชีในชามก๋วยเตี๋ยว ชอบผักโดยเฉพาะผักจิ้มน้ำพริก
กิน”ข้าวผัด”ไก่ใบกะเพรา กิน”ข้าวราด”ไก่ผัดใบกะเพรา
กินข้าวผัด ข้าวราดแกงกะทิ กินข้าวยำปักษ์ใต้
กินข้าวหมกไก่ ข้าวมันไก่ กินข้าวหน้าไก่
กินข้าวขาหมูคากิและหนังหมู ข้าวขาหมูไร้หนัง
กินขนมหวานหรือแกงบวดหลังอาหารคาวทุกครั้ง ชอบผลไม้หลังอาหารคาว
กินเงาะมังคุดเป็นกิโล เงาะมังคุดครั้งละ 4 ลูก
กินองุ่น ลำใย ลองกอง เป็นพวง กินองุ่น ลำใย ลองกอง ครั้งละ 4-5 ลูก
ทุเรียนครั้งละลูกครึ่งลูก ทุเรียนครั้งละเม็ด
มะละกอ แตงโม ครั้งละครึ่งลูก มะละกอ แตงโม ครั้งละ 4-5 ชิ้น
ชอบน้ำหวาน น้ำอัดลม กาแฟเย็น คาปูชิโนปั่น ชอบน้ำเปล่า

เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ

เมื่อคุณรู้ว่าที่กินอยู่ทุกวันนี้เป็นการเลือกที่ผิดก็สามารถเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ขอให้มีใจแน่วแน่ มุ่งมั่น ย่อมสามารถแก้ไขเป็นคนใหม่ที่เลือกบริโภคได้ถูกต้องเพื่อสุขภาพที่ดีต่อไป

จากหนังสือ 100 เรื่องเด่นความรู้เพื่อส่งเสริสุขภาพสำหรับประชาชน

หาดาวน์โหลดได้ ที่ :  http://resource.thaihealth.or.th/library/12377

ใส่ความเห็น

Filed under วิถีทางการดำเนินชีวิต

กินอย่างไรให้ห่างไกลกรดไหลย้อน

 

t630

เป็นที่ทราบกันดีว่า พฤติกรรมในการรับประทานอาหาร เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญของสาเหตุที่ส่งเสริมให้เกิดอาการกรดไหลย้อน ปวดแสบปวดร้อนบริเวณหน้าอกและลิ้นปี่ เรอเปรี้ยว มีรสขม ยังไม่พอยังเป็นสาเหตุให้มีกลิ่นปากอีกด้วย

เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ลองมาสำรวจพฤติกรรมการรับประทาน รวมถึงอาหารที่จะช่วยทำให้ห่างไกลจากภาวะกรดไหลย้อน หรือทำให้อาการบรรเทาเบาบางลง

ลด งด เลิก

หลังรับประทานอาหารทันที หลีกเลี่ยงการนอนราบ การออกกำลัง การยกของหนัก เอี้ยวตัว หรือก้มตัว
– รับประทานแต่พอดี ไม่ควรกินอิ่มจนเกินไป
– หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารมื้อดึก ไม่ควรรับประทานอาหารใดๆ อย่างน้อยภายในระยะเวลา 3 ชั่วโมงก่อนนอน
– หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด อาหารมัน ฟาสต์ฟู้ด เนย นม
– หลีกเลี่ยงอาหารที่ก่อให้เกิดแก๊ส เช่น ถั่วทุกชนิด อาหารที่มีเครื่องเทศมากๆ หรือพืชผักที่มีกลิ่นแรง เช่น หัวหอม กระเทียม เป็นต้น
– หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด เค็มจัด หวานจัด
– หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มบางประเภท เช่น กาแฟ ชา ช็อกโกแลต น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์
– หลีกเลี่ยงผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะเขือเทศ เป็นต้น

ผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนอย่าเพิ่งถอดใจว่า ดูจากรายการพฤติกรรมการรับประทานที่ควรงด ลด และหลีกเลี่ยงแล้ว จะเหลืออะไรที่สามารถรับประทานได้อีก ความจริงยังมีอาหารที่เป็นมิตรกับผู้มีภาวะกรดไหลย้อนอีกมากมายที่สามารถรับประทานได้ ส่วนอาหารทั่วไปก็รับประทานได้บ้าง เพียงแต่ควรปรับพฤติกรรมการรับประทาน ซึ่งอาหารที่เป็นมิตรกับผู้เป็นกรดไหลย้อน เช่น

– อาหารที่ย่อยง่าย ที่มีไขมันต่ำ เช่น ปลานึ่ง ปลาต้ม  ข้าวกล้องต้ม ขนมปังโฮลวีท
– อาหารที่ไม่กระตุ้นให้เกิดการหลั่งกรด เช่น มันฝรั่ง มันเทศ
– ผักและผลไม้ที่มีสภาพความเป็นด่าง เช่น กล้วยน้ำว้า ซึ่งมีเส้นใยเพ็คตินที่ช่วยในการรระบายท้องให้สบาย
– เครื่องดื่ม ไม่ควรเป็นเครื่องดื่มที่สร้างกรดหรือแก๊ส ควรรับประทานน้ำเปล่าดีที่สุด

กรดไหลย้อน ถึงแม้ว่าจะเป็นภาวะเรื้อรัง เพียงแค่ปรับพฤติกรรมและปรับอาหาร ก็สามารถลดความรุนแรงของโรคได้.

ขอขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.thairath.co.th/life/health/p18

ใส่ความเห็น

Filed under วิถีทางการดำเนินชีวิต

น้ำเกลือชาวบ้าน

สูตรผสม 

1. น้ำสะอาด 1ขวด (แม่โขงกลม) หรือ ขวดน้ำเปล่า ความจุ 750 cc  (750 ml)

2. น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ หรือ 2 กำมือ

3. เกลือ 1/2 ช้อนชา หรือ 1-2 หยิบมือ

ตวงน้ำและส่วนผสมทุกอย่างลงในหม้อ แล้วต้มจนน้ำเดือด ปิดไฟแล้ว
เทน้ำเกลือกลับใส่ขวดเก็บไว้ดื่มแทนน้ำ

bouteille-vide-ariane-20cl_1

สรรพคุณ

1. ใช้แก้อาการอ่อนเพลีย หรือตะคริวจากการออกแรงมากเหงื่อออกมาก

2. ดื่มแทนน้ำและอาหาร ในคนที่เป็นโรคท้องเดิน หรืออาเจียน

3. ดื่มเวลามีไข้สูง

 

คำเตือน : คนที่เป็นโรคไต และโรคหัวใจ ให้ใช้อย่างระวังเพราะอาจมีอาการบวม
และเหนื่อยได้ เนื่องจากในน้ำเกลือมีรสเค็มบ้าง

ใส่ความเห็น

Filed under พึ่งตนเอง

กดจุดหยุดอาการ “ปวดหลัง”

การเดินถอยหลังเป็นการบริหารกล้ามเนื้อบริเวณเอวและหลัง การบริหารนี้เป็นส่วนหนึ่งที่มีอยู่ในท่าบริหารของมวยจีน”ไท้เก๊ก” เรียกว่า ท่า “ต่าวเหนี่ยนโหว” (ท่าถอย)

สำหรับผู้ที่ต้องทำงานก้ม ๆ เงย ๆ เช่นชาวนา ชาวสวน กรรมกร ฯลฯ มักมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณ หลังการเดินถอยหลัง จะทำให้การหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อและการไหลเวียนของโลหิตบริเวณเอวและหลังดีขึ้น

การบริหาร โดยการเดินถอยหลังเป็นวิธีรักษาโรคปวดหลังแบบง่าย ๆ ที่บุคคลทุกเพศทุกวัย สามารถนำไปปฏิบัติได้ สำหรับระยะเวลาในการบริหารนั้นขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล โดยทั่วไปแล้วควรบริหารวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น ครั้งละ20 นาที ถ้าหากผู้ป่วยเกิดมีอาการปวดหลังให้รีบบริหารด้วยวิธีนี้ จะทำให้อาการปวดเมื่อยหายไปได้

การเดินถอยหลัง นอกจากสามารถทำให้ผู้ป่วยหายจากอาการปวดเมื่อยเอวและหลังแล้ว ยังสามารถป้องกัน หลังโกงได้ด้วย ทั้งนี้เพราะในชีวิตประจำวัน ลำตัวของคนมักจะก้มไปทางด้านหน้ามากกว่าด้านหลัง ทำให้ร่างกายมีแนวโน้มที่จะหลังโกงมากขึ้น การบริหารร่างกายด้วยวิธีนี้ทำให้การก้มไปทางหน้าและหลังเกิดความสมดุล นอกจากจะช่วยให้หายจากอาการปวดหลังโดยไม่ต้องเสียเงินแล้ว ยังเป็นการรักษาบุคลิกให้สง่างามได้อีกด้วย

PDF TRAIT

 

 

 

 

 

 

 

ท่ากดจุดและบริหารแก้ปวดหลัง

1.วิธีมือท้าวเอว หัวแม่มือกดจุดไต (เซิ่นยวี)*
จุดไต (เซิ่นยวี)* อยู่ใต้หนามกระดูกสันหลังเอวข้อที่ 2 มาทางด้านข้างทั้งสอง ห่างจากแนวสันหลังประมาณ 1.5 ชุ่น**)
ท่าเตรียม :
ยืนตรง ยืดอก ศรีษะตั้งตรง มองไปข้างหน้าในระดับตา มือทั้งสองข้างท้าวเอว ใช้หัวแม่มือกดที่จุดไตวิธีปฏิบัติ :
ให้ก้าวเท้าซ้ายไปทางด้านหลัง (พยายามยืดขาให้สุด) โดยให้ปลายเท้าแตะพื้นก่อน แล้วจึงลงส้น ค่อย ๆ ปล่อยน้ำหนักตัวบนขาซ้าย หลังจากนั้นจึงค่อยขยับเท้าขวาถอยหลังแบบเดียวกัน ทำสลับกันอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ขณะที่ถอยหลังหนึ่งก้าว ให้ใช้หัวแม่มือกดลงบนจุดไต (เซิ่นยวี) หนึ่งครั้ง

 

PDF-TRAIT-01

 

 

 

 

 

 

 

2. วิธีมือทั้งสองข้าง ทอดลงข้างลำตัว

ท่าเตรียม :
ยืนตรง ยืดอก ศรีษะตั้งตรง ตามองไปข้างหน้าในระดับสายตา มือทั้งสองข้างทอดลงข้างลำตัว ให้ยืดอก พร้อม ๆ กับการถอยหลัง เช่นเดียวกับแบบที่ 1 (พยายามเหยียดเท้าให้เต็มที่)

ข้อควรระวัง :
1.การบริหาร อาจจะเลือกปฏิบัติโดยใช้วิธีใดวิธีหนึ่ง หรืออาจใช้ทั้งสองแบบ บริหารสลับกันก็ได้

2. สถานที่ ควรเลือกที่ ๆ ราบเรียบ ไม่มีสิ่งกีดขวาง (เพื่อป้องกันไม่ให้สะดุดหกล้ม) อาจบริหารภายในห้องก็ได้

3. ผู้ที่เป็นวัณโรค หรือมะเร็ง หรือผู้ที่มีอาการปวดเอวเพราะสาเหตุอื่นอันมิใช่เพราะกล้ามเนื้อบริเวณเอวเคล็ดเมื่อย ไม่ควรใช้วิธีนี้

61849teneh1sycx

 

*จุดไต (เซิ่นยวี)

ไตในทัศนะของจีนมีความหมายที่กว้างมาก นอกจากตัวไตแล้ว ยังครอบคลุมไปถึง ประสาท ระบบสืบพันธุ์ ฮอร์โมนเป็นต้น เพราะฉะนั้นการกดจุดดังกล่าวถือว่าจึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในระบบอื่น ๆอีกด้วย

**ชุ่น

1. วัดโดยใช้นิ้วกลาง ให้ผู้ป่วยเอานิ้วหัวแม่มือและนิ้วกลางจรดกันเป็นวงกลม ให้ถือเอาระยะห่างของปลายรอยตัดทั้งสองซึ่งอยู่ด้านข้างของท่อนกลางของนิ้วกลางเป็น หนึ่งชุ่น หรือ

2. วัดโดยใช้นิ้วหัวแม่มือ ให้ถือความกว้างของข้อแรกของนิ้วหัวแม่มือของผู้ป่วยเป็น หนึ่งชุ่น

 

SmileyReading

 

 

แหล่งที่มาจากหนังสือ : “กดจุดหยุดอาการ” หมอชาวบ้าน” คุณ วิทิต วัณนาบูล”

ใส่ความเห็น

Filed under พึ่งตนเอง

รู้ไว้ใช่ว่า อันตราย 10 สัญญาณกาย

tr_01

ไลฟ์สไตล์ของสาวๆ ในปัจจุบัน อาจทำให้ผิวหน้าต้องเผชิญกับตัวการที่ก่อให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควรโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็น การเผชิญกับแสงแดดและมลพิษ ความเครียดจากการทำงาน เครื่องสำอางที่ใช้ หรือแม้แต่อาหารที่รับประทานในแต่ละวัน เพื่อให้ผู้หญิงสามารถรับมือกับปัญหาได้ทันท่วงที โอเลย์ มีเคล็ดลับดีๆ ที่จะมาดูแลความงามแบบองค์รวมตั้งแต่จุดเริ่มต้น ด้วยการปรับสมดุลชีวิตจากภายในสู่ภายนอก ตั้งแต่การสำรวจร่างกาย ชำระจิตใจ รวมไปถึงการดูแลผิวให้สะอาดอย่างล้ำลึก เพื่อมอบผิวดูสุขภาพดี คงความอ่อนเยาว์ให้กับผู้หญิงทุกคน

การปั้นดินเพื่อปรับสมดุลจิตใจหลายคนคงเคยได้ยินว่า “สุขภาพกายที่ดีเริ่มต้นจากภายใน” ด้วยร่างกายของคนเรามีกลไกอันชาญฉลาดที่จะส่งสัญญาณเตือนก่อนที่จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บผ่านร่างกายภายนอกและผิวหนัง ซึ่งหลายคนอาจไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของอาการเหล่านี้ ทำให้ไม่สามารถรับมือกับโรคภัยไข้เจ็บได้ทันท่วงที นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ จึงแนะนำ 10 สัญญาณกาย ที่เราสามารถสังเกตเองได้ผ่านผิวพรรณและลักษณะภายนอกของร่างกายดังนี้

สัญญาณที่ 1 คุณเป็นคนผมบางหรือไม่ จากสำรวจผู้ชายกว่า 37,000 คน พบว่า 23% ที่มีผมบางบริเวณกลางศีรษะจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

สัญญาณที่ 2 ดวงตาที่มีรอย ถ้าสังเกตพบวงขาวๆ บริเวณรอบตาดำ แสดงว่าคุณอาจมีไขมันในเลือดสูง

สัญญาณที่ 3  รอยปื้นดำที่ลำคอ และบริเวณข้อนิ้วมือ แสดงว่าคุณมีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน

สัญญาณที่ 4 ไฝอันตราย หากมีไฝที่โตเร็วผิดปกติ มีลักษณะขรุขระ และไม่รู้สึกเจ็บเมื่อถูกสัมผัส อาจมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง

สัญญาณที่ 5 ความหย่อนคล้อยที่คอและหลังมือ เมื่อดึงผิวหนังบริเวณหลังมือ ถ้ามีรอยยับที่เห็นได้ชัด แสดงว่าคอลลาเจนและอีลาสติน เริ่มสลายไป กลายเป็นสัญญาณผิวแห่งวัย

สัญญาณที่ 6 นิ้วชี้และนิ้วนางบอกฮอร์โมน ถ้าสังเกตว่านิ้วชี้ของคุณสั้นกว่านิ้วนาง แสดงว่าอาจมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน หรือฮอร์โมนเพศชายสูงกว่าปกติ เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งมากกว่าคนทั่วไป

การสำรวจร่างกายของเรา

สัญญาณที่ 7 รอยยิ้มบอกเหตุ ลองสังเกตรอยยิ้มในกระจกว่ามุมปากทั้ง 2 ข้างขนานกันหรือไม่ ถ้ารอยยิ้มเบี้ยวหรือไม่สมดุล อาจเป็นสัญญาณเสี่ยงของอาการผิดปกติทางสมอง หรือโรคอัมพาต

สัญญาณที่ 8 ลิ้นที่ผิดปกติ มีฝ้าขาวบริเวณโคนลิ้น เป็นลักษณะของคนที่มีอาการกรดไหลย้อน และมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งในช่องปาก

สัญญาณที่ 9 เล็บมีรอยประทับ มีจุดสีขาว หรือหลุมขรุขระบนเล็บ สัญญาณเตือนของโรคไทรอยด์เป็นพิษ หรือสะเก็ดเงิน

สัญญาณที่ 10 แผ่นหลังมีปัญหา ถ้ามีอาการปวดและชาบริเวณปลายเท้า บั้นท้าย และขอบสะโพก บ่งบอกถึงอาการหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท

“การสำรวจตัวเองจากสัญญาณเตือนของร่างกายดังกล่าวจะช่วยให้เรารู้ทันโรคและแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เราควรดูแลร่างกายให้สมดุลด้วยการกินบำบัด ด้วยการเลือกรับประทานซุปเปอร์วิตามิน หรือผักผลไม้ที่มีสีเขียว ม่วง และเหลือง อย่างน้อยวันละ 5 กำมือ ควบคู่กับโปรตีนสีขาว อาทิ เนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว หรือเต้าหู้ เป็นต้น เมื่อสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ก็ช่วยให้ความสดใสเปล่งปลั่งสามารถส่งผ่านมาสู่ผิวพรรณของเรา” นายแพทย์กฤษดา กล่าว

นอกจากสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้ว จิตใจก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ เพราะเมื่อขาดความสุขและความสมดุลทางใจ ร่างกายจะเกิดการตอบโต้ผ่านทางผิวพรรณ อาจก่อให้เกิด สิว รวมถึงริ้วรอยต่างๆ ที่มองเห็นได้ชัด ซึ่งการเติมเต็มจิตใจให้บริสุทธิ์สามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการนั่งสมาธิ หรือดนตรีบำบัด โดย คุณอนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี ผู้อำนวยการสถาบันศิลปะบำบัดในแนวมนุษยปรัชญา ได้นำเสนอทางเลือกหนึ่งที่ช่วยผ่อนคลายและบำบัดจิตใจให้สงบด้วยศิลปะอย่างการ “ปั้นดิน” เพื่อเสริมสร้างพลังชีวิตจากภายในและการทำงานที่สัมพันธ์กันของระบบประสาทสัมผัสต่างๆ ช่วยให้เกิดความสมดุลระหว่างร่างกายและจิตใจได้อย่างเป็นอย่างดี

นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช

“การดำเนินชีวิตในแต่ละวันทำให้ร่างกายและจิตใจของเราขาดสมดุล เช่น การทำงานจนไมเกรนขึ้น หรือปัญหาในชีวิตที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง ซึ่งการสูญเสียสมดุลนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายที่เสื่อมโทรม การปั้นดินจึงถือเป็นวิธีบำบัดอย่างหนึ่ง เพราะการปั้นดินเป็นการทำงานที่สัมพันธ์กันระหว่าง “มือ” “สมอง” และ “หัวใจ” ซึ่งจะทำให้เรากลับมาสู่ความสมดุลอีกครั้ง โดยดินที่มีความเย็นเมื่อได้สัมผัสกับความร้อนในร่างกายของมนุษย์จะช่วยฟื้นฟูพลังชีวิตของคนเราได้เป็นอย่างดี เวลาปั้นดินขาต้องสัมพันธ์กับพื้น การวางมือจะต้องสัมพันธ์กันหมด นอกจากนี้ การปั้นดินยังสัมพันธ์กับระบบดูดซึมต่างๆ ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบภายในร่างกายทั้งหมดอีกด้วย ถ้าปรับสมดุลชีวิตให้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงเราจะมีสุขภาพจิตที่ดี แต่จะส่งผลถึงหน้าตาที่ดูสดใส ผิวดูเปล่งประกาย” คุณอนุพันธุ์ กล่าว

หากดูแลร่างกายให้แข็งแรง จิตใจที่สงบ และผิวหน้าที่สะอาดอย่างล้ำลึกแล้ว เพียงเท่านี้ คุณก็จะมีผิวที่ดูสุขภาพดี เปล่งประกาย และอ่อนเยาว์อยู่เสมอ

ขอขอบคุณแหล่งที่มา :  http://www.thairath.co.th/

ใส่ความเห็น

Filed under วิถีทางการดำเนินชีวิต